วันที่ 12 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00–12.00 น. ที่ห้องประชุมเทศบาลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำ จัดเวทีสาธารณะ “แม่น้ำสายปนเปื้อนข้ามพรมแดน: ข้อเสนอและทางเลือกในการแก้ไขปัญหา” เปิดพื้นที่ให้หน่วยงานรัฐ นักวิชาการ ภาคประชาชน เกษตรกร กลุ่มผู้ใช้น้ำ ผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงผู้แทนฝ่ายนิติบัญญัติ ร่วมแลกเปลี่ยนสถานการณ์และหาแนวทางรับมือปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำสาย
เวทีแบ่งการแลกเปลี่ยนออกเป็น 3 ช่วงหลัก เริ่มจากเวลา 09.00–10.00 น. นำเสนอ “สถานการณ์ปัญหาแม่น้ำสายปนเปื้อนข้ามพรมแดน” โดยตัวแทนสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เกษตรจังหวัดเชียงราย พัฒนาที่ดินจังหวัดเชียงราย ประมงจังหวัดเชียงราย การประปาส่วนภูมิภาคสาขาแม่สาย ชลประทานจังหวัดเชียงราย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
ช่วงเวลา 10.00–11.00 น. เป็นการสะท้อน “ความกังวลและข้อเสนอของคนแม่สายผู้ได้รับผลกระทบ” จากตัวแทนชุมชนถ้ำผาจม–สายลมจอย–เกาะทราย กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานคลอง RMC 1, 2 และ 3 และสภาเกษตรกรจังหวัดเชียงราย ซึ่งสะท้อนตรงกันว่าปัญหาน้ำปนเปื้อนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องคุณภาพสิ่งแวดล้อม แต่เริ่มกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิต รายได้ ความมั่นคงทางอาหารและความเชื่อมั่นต่อสินค้าเกษตรของพื้นที่
ส่วนช่วงเวลา 11.00–12.00 น. เป็นวงเสวนา “ทางเลือกในการแก้ไขปัญหา” มีตัวแทนจากภาควิชาการ ภาคประชาชน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมอภิปรายถึงแนวทางจัดการปัญหาตั้งแต่ระดับพื้นที่ การใช้กลไกกฎหมาย การจัดหาแหล่งน้ำสำรอง ไปจนถึงความร่วมมือข้ามพรมแดนและมาตรการเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานแร่

เกษตรกรถาม “ใครเป็นเจ้าภาพ” ห่วงพื้นที่เกษตรราว 65,000 ไร่
นายทองคำ อินพพรหม ประธานกรรมการคลองน้ำที่ 1 แม่สาย สะท้อนว่า ปัญหาใหญ่ที่เกษตรกรกำลังเผชิญคือความไม่ชัดเจนว่า หากน้ำในแม่น้ำสายมีปัญหาการปนเปื้อน ภาคการเกษตรจะนำน้ำจากที่ใดมาใช้ และหน่วยงานใดจะรับผิดชอบวางแผนจัดหาแหล่งน้ำทดแทน
นายทองคำระบุในเวทีว่า พื้นที่เกษตรที่พึ่งพาน้ำจากแม่น้ำสายในแม่สายมีประมาณ 65,000 ไร่ หากในอนาคตผลผลิตถูกตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัยจนจำหน่ายไม่ได้ ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่ที่เกษตรกร แต่จะเชื่อมโยงไปถึงเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของแม่สาย
เขาจึงเสนอให้รัฐเร่งศึกษาแหล่งน้ำภายในประเทศ เพื่อนำมาใช้ทดแทนน้ำจากลำน้ำระหว่างประเทศ โดยเฉพาะแหล่งน้ำที่สามารถรองรับทั้งภาคเกษตรและการอุปโภคบริโภค พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดเรื่องการจัดหาแหล่งน้ำสำรองจึงยังไม่มีหน่วยงานรับเป็นเจ้าภาพอย่างชัดเจน
“ถ้าเราไม่แก้ไขกันเดี๋ยวนี้ วันข้างหน้าถ้ามันเป็นพิษจริง ๆ แล้วเราจะทำอย่างไร มันจะทันไหม”
สภาเกษตรกรห่วง “ข้าว–ปลา–อาหาร” หากขายไม่ได้ใครรับผิดชอบ
ตัวแทนสภาเกษตรกรอำเภอแม่สายกล่าวว่า ความกังวลสำคัญคืออนาคตของผลผลิตทางการเกษตร หากข้าวหรืออาหารจากพื้นที่ถูกผู้บริโภคปฏิเสธเพราะกังวลเรื่องสารปนเปื้อน เกษตรกรจะได้รับการช่วยเหลือหรือเยียวยาจากหน่วยงานใด ขณะที่ขณะนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน
ผลกระทบยังเกิดกับประมงพื้นบ้าน โดยเฉพาะพื้นที่เกาะช้างและพื้นที่ต่อเนื่องไปทางเชียงแสน ชาวบ้านที่เคยจับปลา ปู และหาพืชผักตามท้องนาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต เริ่มกังวลต่อความปลอดภัยของอาหาร
พื้นที่ที่เรียกว่า “สายใน” ซึ่งรับน้ำผ่านคลองส่งน้ำหลายสาย มีพื้นที่เกษตรมากกว่า 10,000 ไร่ และพึ่งพาน้ำจากแม่น้ำสายเป็นหลัก จึงเป็นอีกพื้นที่ที่ประชาชนมีความกังวลสูง
ตัวแทนเกษตรกรยังตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันมีข้อมูลจากหลายหน่วยงานและหลายช่องทาง จนชาวบ้านไม่แน่ใจว่าข้อมูลใดเป็นข้อมูลล่าสุดและควรเชื่อถือแหล่งใด จึงเสนอให้มี ศูนย์กลางข้อมูลที่เป็นทางการและเข้าถึงง่าย สำหรับประชาชน

ชุมชนสายลมจอยชี้ผลกระทบลามท่องเที่ยว มีกรุ๊ปทัวร์ยกเลิก
ตัวแทนชุมชนสายลมจอย กล่าวว่า ชาวบ้านริมแม่น้ำสายกังวลเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยเป็นอันดับแรก เนื่องจากสารปนเปื้อนไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า แม้จะมีการแจ้งพื้นที่เสี่ยงและคำแนะนำการใช้น้ำแล้ว แต่ประชาชนบางส่วนยังเข้าไม่ถึงข้อมูลอย่างทั่วถึง
ปัญหาจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเรื่องน้ำ แต่ขยายไปถึงความปลอดภัยของอาหาร ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค รายได้ และการท่องเที่ยว โดยตัวแทนชุมชนระบุว่า มีโรงแรมในย่านสายลมจอยถูกนักท่องเที่ยวยกเลิกการเดินทางแล้ว 2 กรุ๊ปทัวร์ ซึ่งเดิมจองเข้าพักในเดือนธันวาคม
ชุมชนเสนอให้เพิ่มความถี่ในการตรวจน้ำ ตะกอนดินและผลผลิต เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบได้ รวมถึงนำความรู้เรื่องสารปนเปื้อนและผลตรวจคุณภาพน้ำเข้าสู่สถานศึกษา เพื่อให้เด็กและเยาวชนเข้าใจความเสี่ยง วิธีปฏิบัติตัวอย่างปลอดภัย และรู้ว่าจะติดตามข้อมูลจากหน่วยงานใด
นอกจากนี้ควรสื่อสารผ่านเอกสาร แผ่นพับ เสียงตามสาย และการประชุมหมู่บ้านควบคู่กับสื่อออนไลน์ เพราะประชาชนบางกลุ่มไม่ได้ใช้โซเชียลมีเดีย
อีกประเด็นที่ชุมชนตั้งคำถามคือ หากแหล่งน้ำดิบยังมีการปนเปื้อนและต้องเพิ่มกระบวนการบำบัดต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ต้นทุนผลิตน้ำประปาจะเพิ่มขึ้นเพียงใด และท้ายที่สุดใครจะเป็นผู้รับภาระ รวมถึงจะส่งผลต่ออัตราค่าน้ำของประชาชนในอนาคตหรือไม่
ชุมชนจึงเรียกร้องให้ศึกษาและจัดหาแหล่งน้ำดิบใหม่หรือแหล่งน้ำสำรองที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า พร้อมเร่งประสานประเทศเพื่อนบ้านเพื่อตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ ควบคุมปัญหาที่ต้นเหตุ และกำหนดผู้รับผิดชอบพร้อมกรอบเวลาการดำเนินงานที่ชัดเจน
“แม่น้ำสายไม่ใช่เพียงแหล่งน้ำ แต่เป็นชีวิต เป็นอาชีพและเป็นอนาคตของคนแม่สาย ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงทราบผลตรวจ แต่อยากทราบว่าใครจะรับผิดชอบ และเมื่อไหร่จะแก้ปัญหาอย่างจริงจัง”

ชาวเกาะทรายขอเพิ่มการตรวจน้ำบ่อตื้น–บาดาล
ตัวแทนชุมชนเกาะทรายสะท้อนว่า หน่วยงานท้องถิ่นได้เข้าตรวจน้ำบ่อตื้นและน้ำบาดาลในชุมชนหลายจุด และมีตัวอย่างน้ำบางจุดที่ต้องส่งตรวจยืนยันเพิ่มเติม จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสารหนูและโลหะหนักอย่างสม่ำเสมอ และมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนหากพบความเสี่ยง
เขาย้อนความทรงจำว่า ในอดีตแม่น้ำสายเป็นพื้นที่ที่เด็กและคนในชุมชนสามารถลงเล่นน้ำได้ แต่ปัจจุบันสภาพน้ำและความกังวลเรื่องสารปนเปื้อนทำให้ประชาชนไม่กล้าสัมผัสน้ำเหมือนเดิม

เพียรพรย้ำ “ตรวจน้ำไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ”
เพียรพร ดีเทศน์ กล่าวถึงข้อมูลการติดตามพื้นที่ทำเหมืองด้วยภาพถ่ายดาวเทียม โดยระบุว่า จากข้อมูลที่เธอนำมาเสนอในเวที พบกิจกรรมเหมืองจำนวนมากในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและพื้นที่ลุ่มน้ำสาย และบางแห่งอยู่ใกล้ลำน้ำ
เธอตั้งข้อสังเกตว่า แม้การตรวจคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องมีความจำเป็น แต่หากกิจกรรมที่อาจเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษยังดำเนินอยู่ การตรวจน้ำเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้
เพียรพรจึงเรียกร้องให้หน่วยงานด้านความมั่นคงและรัฐบาลเข้ามามีบทบาทมากขึ้น และผลักดันการจัดการปัญหาที่แหล่งกำเนิด ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงการตรวจน้ำ การเจรจา หรือจัดทำข้อตกลงร่วมกันเท่านั้น

นักกฎหมายชวนตั้งคำถาม “ถึงขั้นภัยพิบัติแล้วหรือยัง”
อ.อริสรา เหล็กคำ นักวิชาการด้านกฎหมายมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เสนอให้พิจารณาสถานการณ์ผ่านกรอบกฎหมายด้านภัยพิบัติ โดยตั้งคำถามว่า เมื่อประชาชนต้องหลีกเลี่ยงการใช้น้ำดิบ เปลี่ยนวิถีชีวิต หาแหล่งน้ำอื่น และอาชีพบางประเภทเริ่มได้รับผลกระทบ สถานการณ์ได้เข้าสู่ระดับที่ควรพิจารณาเป็น “ภัยพิบัติ” หรือ “ภาวะฉุกเฉิน” แล้วหรือไม่
หากเข้าเงื่อนไข อาจเปิดทางให้ใช้กลไกงบประมาณของรัฐเพื่อช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนได้ จึงเสนอให้ฝ่ายนิติบัญญัติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพิจารณาหลักเกณฑ์ดังกล่าวให้ชัดเจน
ส่วนมิติระหว่างประเทศ แม้ไทยและเมียนมาจะมีกลไกความร่วมมือในการตรวจคุณภาพน้ำ แต่ข้อกังวลคือกระบวนการตรวจและรายงานผลต้องรวดเร็วเพียงพอที่จะใช้เตือนประชาชนได้จริง
พร้อมเสนอให้พัฒนาระบบ ตรวจสอบย้อนกลับแร่ ที่นำเข้าประเทศไทย โดยสามารถระบุแหล่งที่มาของแร่และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของแหล่งผลิต เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่สร้างผลกระทบข้ามพรมแดน

ฝ่ายการเมืองรับลูก ดันปัญหาผ่านรัฐสภา
มลธิชา ไชยบาล ส.ส.เชียงราย เขต 6 กล่าวว่า ตนเป็นคนแม่สายและเป็นผู้ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับประชาชนในพื้นที่ โดยที่ผ่านมาได้นำปัญหาเข้าสู่กลไกรัฐสภาหลายช่องทาง ทั้งการตั้งกระทู้ การประสานกระทรวงที่เกี่ยวข้องและการยื่นเรื่องต่อกรรมาธิการ พร้อมผลักดันให้ปัญหาสารปนเปื้อนได้รับการยกระดับความสำคัญในระดับประเทศ
เธอกล่าวว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมเชื่อมโยงทั้งการเกษตร การท่องเที่ยว เศรษฐกิจและวิถีชีวิต จึงไม่สามารถแก้ไขแบบแยกส่วน พร้อมรับว่าจะนำเสียงและข้อเสนอจากพื้นที่ไปผลักดันต่อ
ด้าน ส.ว.มณีรัฐ เขมะวงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ระบุว่า ได้ติดตามปัญหาผ่านกลไกวุฒิสภา ทั้งการอภิปราย การตั้งกระทู้และกรรมาธิการ โดยประเด็นที่ต้องติดตามต่อประกอบด้วยหลักเกณฑ์ประกาศเขตภัยพิบัติและการเบิกจ่ายช่วยเหลือประชาชน การนำเข้าแร่ คุณภาพน้ำ และมาตรการดูแลสุขภาพ
พร้อมเสนอการแก้ปัญหาเป็น 3 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วน ดูแลน้ำอุปโภคบริโภคและตรวจสุขภาพประชาชน ระยะกลาง ทบทวนกฎหมายและมาตรการเกี่ยวกับแร่ สารเคมี และระบบตรวจคุณภาพน้ำ และ ระยะยาว ผลักดันธรรมาภิบาลการทำเหมืองและยกระดับปัญหามลพิษข้ามพรมแดนเข้าสู่เวทีระดับภูมิภาคและนานาชาติ

ดร.สืบสกุลเปิดข้อมูลห่วงโซ่แร่ เสนอ “1 เปิด 3 ตัด”
ดร.สืบสกุล กิจนุกร นำเสนอข้อมูลจากแหล่งข้อมูลเปิดเกี่ยวกับการค้าแร่ การนำเข้า–ส่งออก และความเคลื่อนไหวของการตรวจคุณภาพน้ำในฝั่งเมียนมา โดยชี้ว่า ปัญหาน้ำไม่ได้สร้างความกังวลเฉพาะฝั่งไทย แต่มีความเคลื่อนไหวติดตามปัญหาในฝั่งเมียนมาเช่นกัน
นอกจากนี้ยังนำเสนอข้อมูลศุลกากรและการค้าชายแดน ซึ่งตามการวิเคราะห์ของเขาพบการนำเข้า–ส่งออกแร่หลายชนิดผ่านพื้นที่ชายแดน รวมถึงเครื่องจักรและสารเคมีที่สามารถใช้ในกิจการเหมือง โดยเสนอให้รัฐบาลนำข้อมูลเหล่านี้ไปตรวจสอบและใช้ประกอบการเจรจากับเมียนมา
ดร.สืบสกุลเสนอแนวทาง “1 เปิด 3 ตัด” โดย “เปิด” คือเปิดเผยข้อมูลนำเข้า–ส่งออกแร่ เครื่องจักรและสารเคมี พร้อมสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ ส่วน “3 ตัด” เป็นข้อเสนอส่วนตัวให้พิจารณาระงับชั่วคราวการนำเข้าแร่จากเมียนมา การส่งออกเครื่องจักรและสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับกิจการเหมือง และการส่งต่อแร่ผ่านประเทศไทยไปยังจีน เพื่อสร้างแรงกดดันให้ผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานเข้ามาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายของผู้พูด ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาหลักฐาน ข้อกฎหมายและผลกระทบที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

น้ำขุ่น–ตะกอนเพิ่ม เกษตรกรต้องขุดคลองตลอดปี
ช่วงท้ายของเวที ตัวแทนผู้ใช้น้ำภาคเกษตรสะท้อนว่า น้ำที่ไหลเข้าสู่ระบบชลประทานมีความขุ่นและตะกอนเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อคลองส่งน้ำ จากเดิมที่อาจขุดลอกตะกอนปีละ 1–2 ครั้ง ปัจจุบันต้องดำเนินการบ่อยขึ้นตลอดทั้งปี
ประชาชนฝากความหวังไว้กับการพัฒนาแหล่งน้ำใหม่ รวมถึงโครงการอ่างเก็บน้ำแม่คำ แต่ข้อมูลที่นำเสนอในเวทีระบุว่า กระบวนการก่อสร้าง การกักเก็บน้ำและการพัฒนาระบบท่ออาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี จึงเกิดคำถามสำคัญว่า ระหว่างรอแหล่งน้ำระยะยาว รัฐจะจัดหาน้ำที่ปลอดภัยให้เกษตรกรและประชาชนแม่สายอย่างไร
นอกจากนี้ที่ประชุมมีประเด็นที่ควรติดตามและผลักดันต่ออย่างน้อย 3 เรื่อง ได้แก่ 1. การจัดหาแหล่งน้ำสำรองสำหรับภาคเกษตรและระบบประปาในแม่สาย 2. แนวทางและหลักเกณฑ์การประกาศเขตภัยพิบัติ และ 3. มาตรการควบคุมและตรวจสอบการนำเข้า–ส่งออกแร่และห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องอีกด้วย


#แม่น้ำสาย #แม่สาย #เชียงราย #น้ำปนเปื้อน #มลพิษข้ามพรมแดน #สารหนู #เกษตรกรแม่สาย #เหมืองแร่ #สิ่งแวดล้อม #เป็นข่าว
ความคิดเห็น