เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 นายสมชาย สุรินทร์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 บ้านหัวเวียง ตำบลเวียง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยชาวบ้านผู้ได้รับความเดือดร้อน เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ผ่านนายลิขิต มีเสรี ผู้อำนวยการศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเชียงราย ขอให้ตรวจสอบและดำเนินคดีกรณีการบุกรุกพื้นที่สาธารณประโยชน์ของหมู่บ้าน พร้อมขอให้คุ้มครองผู้ร้องเรียนระหว่างการตรวจสอบ หลังอ้างว่าถูกผู้มีอิทธิพลในพื้นที่กดดันและร้องเรียนตอบโต้
ในหนังสือร้องเรียน ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบประเด็นสำคัญ 4 เรื่อง ได้แก่ การก่อสร้างรีสอร์ตบนพื้นที่สาธารณประโยชน์ การก่อสร้างโรงเลี้ยงสัตว์และบ่อนไก่ที่รุกล้ำพื้นที่สาธารณะ การจัดสรรที่ดินและการออกโฉนดในพื้นที่ที่อาจบุกรุกที่สาธารณะ และการตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิบริเวณโดยรอบว่ามีการออกโฉนดทับพื้นที่สาธารณประโยชน์ของหมู่บ้านหรือไม่
ผู้ร้องระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวเดิมเป็นพื้นที่สัมปทานเหมืองแร่ หลังสิ้นสุดการทำเหมือง ชาวบ้านได้ร่วมกันดูแลรักษาและใช้ประโยชน์เป็นแหล่งต้นน้ำ ก่อนจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ของบ้านสันติสุข เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2545 มีเนื้อที่รวม 188 ไร่ 3 งาน 74 ตารางวา
อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านตั้งข้อสังเกตว่า ภายหลังมีการออกโฉนดบริเวณโดยรอบ ได้มีการแบ่งแปลงที่ดินขนาด 50-100 ตารางวา จำหน่ายให้บุคคลภายนอกและกลุ่มชาติพันธุ์ พร้อมมีการก่อสร้างบ้านพัก รีสอร์ต โรงเลี้ยงสัตว์ และสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ จนเชื่อว่าได้รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่สาธารณประโยชน์ของหมู่บ้าน

นายสมชาย สุรินทร์ กล่าวว่า สาเหตุที่นำชาวบ้านมายื่นหนังสือร้องเรียนในครั้งนี้ เพราะต้องการให้จังหวัดเร่งตรวจสอบพื้นที่สาธารณประโยชน์ทั้งหมด ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 188 ไร่ โดยขณะนี้พบจุดที่เชื่อว่ามีการบุกรุกอย่างชัดเจน 4 จุด ได้แก่ การก่อสร้างรีสอร์ต การก่อสร้างโรงเลี้ยงและบ่อนไก่ การแบ่งจัดสรรที่ดินขาย และการใช้ประโยชน์พื้นที่ในลักษณะที่อาจรุกล้ำที่สาธารณะ จึงอยากให้หน่วยงานภาครัฐเร่งดำเนินการตรวจสอบโดยเร็ว
ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ารีสอร์ตแห่งหนึ่งมีการก่อสร้างรุกล้ำพื้นที่สาธารณะประมาณ 1 ไร่ 2 งาน อีกทั้งยังมีการปล่อยน้ำเสียจากห้องพักลงสู่พื้นที่สาธารณะ ซึ่งชาวบ้านกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยของคนในชุมชน นอกจากนี้ยังพบโรงเลี้ยงและบ่อนไก่รุกล้ำพื้นที่สาธารณะประมาณ 1 งาน รวมถึงมีการแบ่งแปลงที่ดินจำหน่ายให้บุคคลภายนอก ซึ่งเห็นว่าควรได้รับการตรวจสอบข้อเท็จจริง

นายสมชาย ระบุว่า เดิมพื้นที่ดังกล่าวเป็นสัมปทานเหมืองแร่ตั้งแต่ปี 2515 หลังหมดสัมปทาน ชาวบ้านได้ใช้พื้นที่ร่วมกันในการหาของป่า หาเห็ด และทำประโยชน์ตามวิถีชุมชน ก่อนจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์ (นสล.) แต่ต่อมากลับพบการออกเอกสารสิทธิและการแบ่งขายที่ดินบริเวณโดยรอบ จนทำให้ชาวบ้านเกิดข้อสงสัยว่ามีการรุกล้ำพื้นที่ของส่วนรวม
ผู้ใหญ่บ้านเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งลงพื้นที่ตรวจสอบ 4 จุดสำคัญ ที่ถูกร้องเรียนก่อน หากพบการกระทำผิดให้ดำเนินการตามกฎหมาย จากนั้นจึงขยายผลตรวจสอบพื้นที่สาธารณประโยชน์ทั้งหมดกว่า 188 ไร่ เพื่อให้เกิดความชัดเจน และคืนพื้นที่ให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันตามเดิม
นอกจากนี้ หนังสือร้องเรียนยังระบุว่า ในอดีตชาวบ้านเคยร้องเรียนเรื่องดังกล่าวต่อหลายหน่วยงาน รวมถึงในช่วงรัฐบาล คสช. แต่ไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกล่าวอ้างว่ามีผู้มีอิทธิพลและกลุ่มนายทุนใช้วิธีข่มขู่และร้องเรียนตอบโต้ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อสกัดการตรวจสอบ ส่งผลให้การบุกรุกดำเนินต่อเนื่องและมีการขยายสิ่งปลูกสร้างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
นายสมชาย ยังยืนยันว่า ชาวบ้านมีความต้องการเพียงให้พื้นที่สาธารณะกลับคืนมาเป็นของส่วนรวม เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งการอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำ การทำการเกษตร และปลูกพืชสวนครัวของชุมชน พร้อมย้ำว่าจะเดินหน้าติดตามเรื่องนี้จนถึงที่สุด แม้จะถูกกล่าวหาและถูกร้องเรียนกลับ โดยยืนยันว่าข้อกล่าวหาที่ระบุว่าตนเรียกรับผลประโยชน์จากชาวบ้านนั้นไม่เป็นความจริง และเชื่อว่าเป็นความพยายามกดดันไม่ให้ดำเนินการตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่สาธารณะ และอาจเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลร่วมมือกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองกดดันไม่ให้ตนลงสมัครรับเลือกตั้งกำนัน ที่จะมีขึ้นช่วงเดือนตุลาคมนี้
ทั้งนี้ ผู้ร้องขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายดำเนินการ 4 ประการ ได้แก่ ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบและรังวัดแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ สั่งให้ผู้บุกรุกยุติการใช้พื้นที่และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้บุกรุก และให้ความคุ้มครองผู้ร้องเรียน โดยระบุว่าได้เข้าแจ้งบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจภูธรเวียงป่าเป้าแล้ว เนื่องจากเกรงว่าจะถูกกลั่นแกล้งหรือได้รับอันตราย
ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นข้อมูลจากหนังสือร้องเรียนและคำให้สัมภาษณ์ของผู้ร้องเรียน ซึ่งยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง
#เชียงราย #เวียงป่าเป้า #ร้องเรียน #ที่สาธารณประโยชน์ #บุกรุกที่ดิน #ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย #ข่าวเชียงราย #ข่าวท้องถิ่น #เป็นข่าว



ความคิดเห็น