ล่าข้ามแดนต่อเนื่อง! ตำรวจไทย-ลาว เร่งติดตาม “คำติก” ผู้ต้องหาปล้นทอง 13 ล้าน พบประวัติติดพนันหนัก ตั้งรางวัลนำจับ 1 แสนบาท
เชียงราย – 7 ส.ค.69 ความคืบหน้าคดีคนร้ายบุกชิงทองร้านทองในอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ซึ่งกวาดทองรูปพรรณไปรวม 184 บาท มูลค่ากว่า 13 ล้านบาท ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งขยายผลติดตามตัว นาย KHAMTID PONPASID หรือ ท้าวคำติก พอนปะเสิด ชาวเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ผู้ต้องหาตามหมายจับ โดยพบข้อมูลว่ามีประวัติเคยก่อเหตุปล้นทรัพย์ในฝั่งลาว และมีพฤติกรรมติดเกมและการพนันอย่างหนัก ขณะที่ พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ประกาศตั้งรางวัลนำจับ 100,000 บาท

พ.ต.อ.รัฐวิชญ์ วศินพงศ์ธนัช ผู้กำกับการ สภ.เชียงของ เปิดเผยว่า สภ.เชียงของ ได้ประสานงานร่วมกับด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงแสน (เชียงของ) แจ้งสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเวียงจันทน์ รวมถึงประสานนายอำเภอเชียงของและเจ้าเมืองห้วยทราย เพื่อขอความร่วมมือติดตามผู้ต้องหา พร้อมส่งชุดสืบสวนเข้าร่วมทำงานกับตำรวจป้องกันความสงบของ สปป.ลาว
จากการสืบสวนพบเสื้อผ้าที่เชื่อว่าใช้ในวันก่อเหตุภายในที่พักแห่งหนึ่งในเมืองหลวงน้ำทา รวมทั้งพบรถยนต์โตโยต้า แคมรี่ สีขาว ทะเบียนนครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งผู้ต้องหาได้ยืมจากญาติในเมืองห้วยทราย ก่อนใช้หลบหนีไปยังเมืองหลวงน้ำทา
นอกจากนี้ การตรวจสอบเส้นทางการเดินทางยังพบว่า ผู้ต้องหารายดังกล่าวเคยใช้ชื่ออื่นในการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 หลายครั้ง แต่ในวันก่อเหตุเลือกใช้เรือข้ามแดนจากท่าเรือท้องถิ่นมายังบ้านหัวเวียง ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ คาดว่าเป็นการวางแผนล่วงหน้า โดยมีผู้จัดเตรียมเรือไว้รับ-ส่งเพื่อหลบหนีกลับไปยังฝั่งลาว
ภายหลังเหตุการณ์ สภ.เชียงของ เตรียมยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน ทั้งการวางระบบเฝ้าระวังเส้นทางเข้า-ออกเมือง การประสานผู้ประกอบการรถเช่าให้เพิ่มความเข้มงวดในการให้บริการ และแนะนำให้ร้านทองติดตั้งแผงกั้นป้องกันคนร้าย รวมถึงปุ่มแจ้งเหตุฉุกเฉิน เพื่อรับมือเหตุอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากผู้ก่อเหตุสามารถหลบหนีข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็ว

ด้าน นายสุรเชษฐ์ พุ้ยน้อย นายอำเภอเชียงของ เปิดเผยว่า ได้ประสานงานกับเจ้าเมืองห้วยทรายตั้งแต่วันเกิดเหตุ โดยได้รับรายงานว่าผู้ต้องหาหลบหนีไปยังเมืองหลวงน้ำทา ซึ่งทางแขวงบ่อแก้วได้แจ้งตำรวจในพื้นที่ให้เร่งติดตามตัวอย่างใกล้ชิด ขณะที่ฝ่ายไทยยังคงประสานงานกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งคลี่คลายคดี
ส่วนผู้ประกอบการธุรกิจรถเช่ารายหนึ่งในอำเภอเชียงของ ชี้แจงว่า ตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยประสบปัญหาจากการปล่อยเช่ารถให้ชาวลาว เนื่องจากผู้เช่าส่วนใหญ่ผ่านการตรวจสอบจากด่านตรวจคนเข้าเมืองและมีเอกสารยืนยันตัวตนอยู่แล้ว จึงไม่ได้กำหนดให้วางเงินประกันหรือเก็บเอกสารเพิ่มเติม ต่างจากผู้เช่าชาวไทยหรือชาวต่างชาติรายอื่นที่ยังคงมีการเก็บหลักฐานตามปกติ


#เชียงของ #ปล้นร้านทอง #ชิงทอง13ล้าน #ตำรวจเชียงราย #ล่าข้ามแดน #ท้าวคำติก #ชายแดนไทยลาว #เชียงราย