เครือข่ายประชาชนเชิญ ”อนุทิน”ลงพื้นที่เก็บข้อมูลจากภาคประชาชนเชียงรายกลุ่มต่างๆก่อนหารือ “มิน อ่อง หล่าย” นักวิชาการไม่มั่นใจนายกฯมีอะไรในมือบ้าง-เหตุหน่วยงานราชการต่างปกปิดผลตรวจไม่นำไปสังเคราะห์-หวั่นหารือแค่ปลายเหตุ-ไม่พูดถึงเหมืองแร่ต้นตอ
เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 นางเตือนใจ ดีเทศน์ หรือ “ครูแดง”อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในนามตัวแทนเครือข่ายประชาชนปกป้อง แม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี ได้ส่งหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายพบประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวินและกระบุรี โดยระบุว่าเกือบสองปีที่ผ่านมาสถานการณ์ปัญหาสารพิษปนเปื้อน ในข้ามแดนซึ่งมีสาเหตุจากการทําเหมืองแร่สําคัญ (critical minerals) แร่หายาก (rare earth elements) ในประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า ที่ไม่มีการควบคุมการกําจัดของเสียก่อนปล่อยสู่ธรรมชาติตามมาตรฐานสากล ก่อให้เกิดผลกระทบด้านอาชีพ เศรษฐกิจ สังคม สุขภาพวิถีชีวิต ห่วงโซ่อาหารในธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศ ต่อประชาชนในชุมชนที่อาศัยอยู่ในลุ่มน้ำ และขยายไปสู่ภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยรัฐบาลไทยยังไม่มีการเจรจากับประเทศต้นทางผู้เป็นต้นเหตุของปัญหาและประเทศที่ใช้ประโยชน์จากแร่ธาตุเหล่านี้
หนังสือระบุว่า เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรีได้ทราบว่าท่าน นายกรัฐมนตรีมีกําหนดจะเจรจาหารือกับประธานาธิบดีมิน อ่อง หล่าย เรื่องปัญหาสารพิษข้ามพรมแดนในช่วงระหว่างวันที่ 6 - 7 สิงหาคม 2569 จึงขอกราบเรียนเชิญนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายเพื่อพบกับประชาชนกลุ่มต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้ใช้ น้ำประปาจากแม่น้ำกก กลุ่มประมงพื้นบ้าน กลุ่มอาชีพท่องเที่ยว เพื่อรับฟังสถานการณ์ปัญหาและข้อเสนอแนะจากผู้ได้รับผลกระทบ ภาคประชาสังคม และภาควิชาการเพื่อนําไปประกอบการเจรจาหาข้อยุติปัญหาที่ต้นเหตุได้สําเร็จโดยเร็วด้วยความร่วมมือกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างสร้างสรรค์คืนวิถีชีวิตที่ชุมชนอยู่ร่วมกับแม่น้ำเหล่านี้อย่างสันติสุขมานานนับร้อยปี
“หวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะกรุณาลงพื้นที่ จังหวัดเชียงรายตามคําเชิญของประชาชน ตามวันและเวลาที่ท่านสะดวกเพื่อแสดงเจตจํานงทางการเมืองของท่านนายกรัฐมนตรี ที่อยู่เคียงข้างประชาชนที่ประสบปัญหาวิกฤต เพื่อสร้างขวัญกําลังใจ และเร่งแก้ปัญหาร่วมกับพันธมิตรนานาชาตินี้ให้จบสิ้นโดยเร็วที่สุด” หนังสือระบุ
ผศ.ดร.เสถียร ฉันทะ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายและกรรมการลุ่มน้ำโขงเหนือ กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจว่านายกรัฐมนตรีจะเอาอะไรไปเจรจากับ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย เพราะปัจจุบันหน่วยงานราชการที่เก็บข้อมูลไม่เคยเอาข้อมูลมาสังเคราะห์และใช้ประโยชน์ มีเพียงข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ(คพ.)เท่านั้นที่เอามาใช้ประโยชน์และสังเคราะห์ แต่หน่วยงานอื่นกลับไม่กล้า เช่น ผลกระทบเรื่องดินซึ่งกรมพัฒนาที่ดิน(พด.)ได้ตรวจแล้ว แต่กลับปกปิดตีตราเป็นเอกสารชั้นความลับ ทำให้ไม่ทราบว่าพื้นที่สีแดงซึ่งมีสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานอยู่บริเวณใดบ้าง แทนที่จะได้นำยข้อมูลเหล่านี้ไปเจรจาครั้งนี้ด้วยเพื่อเพิ่มน้ำหนัก ว่าได้เกิดผลกระทบกับชาวบ้านและสิ่งแวดล้อมไปแล้วอย่างไรบ้าง รวมถึงเรื่องผลตรวจพืช และด้านสุขภาพก็เช่นกัน ไม่มีการนำไปสังเคราะห์และเผยแพร่ให้ชาวบ้านได้รับรู้เพื่อรับมือ
“แม้การกำหนดค่ามาตรฐานเรื่องสารหนูปนเปื้อนของเราและพม่ามีความแตกต่างกัน ทำให้เขาบอกได้ว่าไม่เป็นปัญหาของเขา แต่หากเราหยิบยกผลกระทบจากผลตรวจต่างๆที่พบไปเจรจาก็จะเพิ่มน้ำหนักได้ ผมเลยไม่แน่ใจว่าตอนนี้นายกรัฐมนตรีจะเอาข้อมูลอะไรบ้างไปเจรจา อย่าง พด.เขาปกปิดข้อมูลห้ามเปิดเผยว่ามีพื้นที่สีแดงที่ไหนบ้าง เราไม่รู้ว่าท่านนายกฯจะมีข้อมูลนี้อยู่ในมือทั้งหมดหรือไม่ เพราะมันช่วยเพิ่มน้ำหนักในการเจรจร ดังนั้นนายกฯมาลงพื้นที่ก่อนเจรจาก็จะได้ภาพชัดเจนขึ้น”ผศ.ดร.เสถียร กล่าว
ผศ.ดร.เสถียรกล่าวว่า ในเมื่อข้อมูลของหน่วยงานราชการต่างปกปิด ทำให้ไม่รู้ว่ามีข้อมูลอะไรรายงานไปถึงผู้มีอำนาจในการตัดสินใจระดับนโยบายหรือไม่ ทั้งๆที่ความจริงๆแล้วข้อมูลเหล่านี้ไม่ควรปกปิดเพราะชาวบ้านรับรู้ถึงรับผลกระทบ เขาจะได้เตรียมตัวหรือวางแผนป้องกันตัวเองเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่าหน่วยงานราชการอาจกลัวชาวบ้านตื่นตระหนกและอาจส่งผลต่อเรื่องการท่องเที่ยว ผศ.ดร.เสถียร กล่าวว่าข้ออ้าง “แล้วชีวิตชาวบ้านที่ต้องเสี่ยง ใครรับผิดชอบ ข้ออ้างที่บอกว่ากลัวชาวบ้านตื่นตะหนกแล้วทำให้เศรษฐกิจเสียหาย ทั้งๆที่จริงๆแล้ว เศรษฐกิจเสียหายไปแล้ว แทนที่จะวางแนวทางฟื้นฟูเยียวยาวว่าจะอยู่กันอย่างไร
ด้านอริศรา เหล็กคำ อาจารย์ประจำสาขากฎหมายระหว่างประเทศ สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่าหากนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่เชียงรายก็จะรับทราบปัญหา ขณะเดียวกันต้องไม่ละเลยพื้นที่อื่นทั้งแม่น้ำสาละวินและแม่กระบุรี ที่น่าเป็นกังวลคือเกรงว่าจะหารือกันแค่การจัดการปลายเหตุคือการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแหล่งน้ำ อยากให้พูดถึงต้นเหตุคือการเหมืองแร่ว่าจะจัดการอย่างไรอย่างไร โดยทางการพม่าบอกว่า ได้อนุญาตเฉพาะเหมืองที่ปิดไปแล้ว ดังนั้นจึงต้องอธิบายให้ชัดว่าจัดการอย่างไร เช่นเดียวกับการขยายเหมืองแร่ที่ต้องมีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน
#เชียงราย #แม่น้ำกก #สารพิษข้ามพรมแดน #เหมืองแร่ #อนุทิน #มินอ่องหล่าย #แม่น้ำโขง #ข่าวเชียงราย #เป็นข่าว