เป็นข่าว
www.penkhao.com
สังคม

หวั่นไทยเสียเปรียบ! จี้รัฐบาลยืนกราน TOR แก้มลพิษข้ามแดน หลังเมียนมาตัดสาระสำคัญ

โดย ผู้ดูแลระบบ 30 ก.ค. 2026 18:00 เข้าชม 116 ครั้ง
หวั่นไทยเสียเปรียบ! จี้รัฐบาลยืนกราน TOR แก้มลพิษข้ามแดน หลังเมียนมาตัดสาระสำคัญ

นักวิชาการหวั่นไทยเสียเปรียบ! จี้รัฐบาลยืนกราน TOR แก้มลพิษข้ามแดน หลังเมียนมาตัดสาระสำคัญ ด้าน “ดร.สืบสกุล” ตั้ง 3 คำถามถึงรัฐบาล ก่อนชง ครม. 4 ส.ค.

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวชายขอบรายงานว่า ในการเดินทางมาเยือนประเทศไทยของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีของเมียนมาในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 โดยเรื่องหนึ่งที่มีการหยิบยกมาหารือคือกรณีการปนเปื้อนสารโลหะหนักของแม่น้ำข้ามแดนซึ่งประกอบด้วยแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวม แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวินและแม่น้ำกระบุรี เนื่องจากบริเวณต้นแม่น้ำเหล่านี้อยู่ในประเทศเมียนมาโดยมีการทำเหมืองแร่ผิดกฏหมายซึ่งไม่มีมาตรการควบคุมใดๆทำให้ปล่อยสารโลหะหนักลงแม่น้ำข้ามแดนสร้างความเดือนร้อนให้กับประชาชนท้ายน้ำในประเทศไทยและเพื่อนบ้าน

             ทั้งนี้ทางการไทยและเมียนมาได้มีการร่างข้อกําหนดสาระสําคัญ (Terms of Reference: TOR) โดยจัดตั้งคณะทํางานร่วมด้านการบริหารจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นเส้นแนวเขตแดนและแม่น้ำข้ามแดนระหว่างประเทศไทยและเมียนมา (Joint Working Group on Water Quality Management in Boundary and Transboundary Rivers between Thailand and Myanmar: JWG) ซึ่งเป็นผลจากการหารือระดับรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ณ กรุงเนปิดอว์ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น พร้อมผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ได้หารือกับ นายขิ่น ม่อง ยี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของเมียนมา (MONREC) เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน

             ในการหารือครั้งนั้น ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันในหลักการสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการคุณภาพน้ำ,เพิ่มการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการประสานงานระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศ,จัดตั้ง Joint Technical Working Group (JTWG) เพื่อเป็นกลไกความร่วมมือทางวิชาการในการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพ การสร้างความตระหนักรู้ และความร่วมมือด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับกิจการเหมืองแร่

               ภายหลังการหารือดังกล่าว กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ได้จัดทำ ร่าง TOR และจัดส่งให้เมียนมาพิจารณา ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านไปประมาณ 7 เดือน ฝ่ายเมียนมาได้ส่งร่าง TOR ฉบับแก้ไขกลับมายัง คพ.เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569  ซึ่งคพ.ได้จัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 เพื่อพิจารณาร่าง TOR ก่อนเสนอ คณะรัฐมนตรีในวันที่ 4 สิงหาคม 2569 และเตรียมลงนามระหว่างการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีเมียนมาในวันที่ 6 สิงหาคม 2569

             ทั้งนี้ใน TOR ที่ไทยร่างขึ้นมีสาระสำคัญโดยได้กำหนดขอบเขตการดำเนินงาน (Scope) ของคณะทำงานร่วมจะดำเนินกิจกรรม ดังนี้ 1.การติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วม (Joint Monitoring of Water Quality) จัดตั้งสถานีติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำที่มีมาตรฐานสอดคล้องกัน กำหนดระเบียบวิธีและพารามิเตอร์ร่วมในการตรวจวัด ดำเนินการเก็บตัวอย่างน้ำและวิเคราะห์ตัวอย่างในห้องปฏิบัติการร่วมกัน และจัดทำรายงานผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วมประจำปี

            2.การสืบสวนแหล่งกำเนิดมลพิษ การระบุความเสี่ยง และการจัดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Source Investigation, Risk Identification, and Establishment of an Early Warning System)ประเมินแหล่งกำเนิดที่อาจก่อให้เกิดการปนเปื้อน ระบุพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงหรือพื้นที่วิกฤตด้านมลพิษ และจัดทำรายงานการสืบสวนแหล่งกำเนิดมลพิษร่วม พร้อมแผนที่แสดงพื้นที่เสี่ยง รวมทั้งพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าร่วม เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์มลพิษทางน้ำได้อย่างทันท่วงที

             3.ประเด็นด้านสาธารณสุข (Public Health Concerns) ประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับโรคที่มีสาเหตุมาจากน้ำและการได้รับโลหะหนัก เสริมสร้างระบบเฝ้าระวังและการสร้างความตระหนักรู้แก่ชุมชน รวมทั้งจัดทำสื่อและเอกสารสำหรับการสื่อสารความเสี่ยง

               4.การเสริมสร้างศักยภาพและความร่วมมือทางวิชาการ (Capacity Building and Technical Cooperation) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วม โครงการฝึกอบรม การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการ และจัดทำแนวปฏิบัติด้านการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำ การประกันคุณภาพข้อมูล และการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน

                5.การประสานนโยบายและยุทธศาสตร์ (Policy and Strategic Coordination) จัดทำข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลของทั้งสองประเทศเกี่ยวกับมาตรฐานคุณภาพน้ำและการบริหารจัดการคุณภาพน้ำ รวมทั้งประสานความร่วมมือกับกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission: MRC) และสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN)

                สำหรับรูปแบบการดำเนินงาน (Modality)นั้น คณะทำงานร่วมจะมีผู้ร่วมเป็นประธานจากเจ้าหน้าที่อาวุโสที่ภาคีแต่ละฝ่ายมอบหมาย โดยจัดประชุมอย่างน้อยปีละ 2 ครั้งหมุนเวียนสถานที่ประชุมระหว่างประเทศไทยและเมียนมาและอาจจัดตั้งคณะทำงานย่อยตามความจำเป็น เช่น ด้านการติดตามตรวจสอบ ด้านสาธารณสุข หรือด้านการสืบสวนแหล่งกำเนิดมลพิษ นอกจากนี้จะจัดทำแผนแม่บทระยะ 5 ปี และแผนปฏิบัติงานประจำปี พร้อมทั้งจัดทำรายงานความก้าวหน้าเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของภาคีทั้งสองฝ่าย

                แหล่งข่าวด้านมลพิษข้ามแดนให้สัมภาษณ์ถึงมุมมองต่อร่าง TOR ฉบับแก้ไขที่เมียนมาส่งกลับมาว่า ได้การตัดคำว่า "Joint" ออกจากการเก็บตัวอย่างน้ำ ซึ่งอาจหมายความว่ายกเลิกการเก็บตัวอย่างน้ำร่วม (Joint Sampling) ซึ่งเดิมประเทศไทยเสนอให้เจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศลงพื้นที่ เก็บตัวอย่าง และควบคุมคุณภาพตัวอย่างร่วมกันตลอดกระบวนการ เมื่อข้อความดังกล่าวถูกตัดออกจึงเปลี่ยนจาก การสร้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ร่วมไปเป็นเพียงการเปรียบเทียบผลการตรวจวิเคราะห์ของแต่ละประเทศซึ่งอาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือและความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับของข้อมูล เนื่องจากแต่ละประเทศยังสามารถใช้วิธีการเก็บตัวอย่าง บุคลากร และกระบวนการควบคุมคุณภาพที่แตกต่างกัน แม้ว่าจะใช้มาตรฐานการตรวจวิเคราะห์เดียวกันก็ตาม

         “ประเทศไทยควรเสนอให้คงหลัก Joint Sampling อย่างน้อยในพื้นที่เสี่ยง หรือเมื่อเกิดเหตุการณ์มลพิษผิดปกติ เพื่อให้ข้อมูลที่ได้เป็นที่ยอมรับร่วมกัน ลดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความถูกต้องของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์”แหล่งข่าวระบุ

             แหล่งข่าวกล่าวว่า ใน TOR ทางการเมียนมาแก้ไขได้เพิ่มข้อความ “mutually agreed standard for the comparative study of water quality laboratory findings” หรือ “มาตรฐานที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันสำหรับการเปรียบเทียบผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำของห้องปฏิบัติการ” ซึ่งแม้ว่าการเพิ่มเติมดังกล่าวเป็นพัฒนาการเชิงบวก เนื่องจากช่วยให้ผลการตรวจวิเคราะห์ของห้องปฏิบัติการทั้ง 2 ประเทศสามารถเปรียบเทียบกันได้ แต่ข้อความดังกล่าวยังครอบคลุมเฉพาะ มาตรฐานการตรวจวิเคราะห์ (Analytical Standards) เท่านั้น

            “TOR ยังไม่ได้กำหนดมาตรฐานการประเมินผล หรือ กรอบการประเมินผลร่วม ส่งผลให้ทั้งสองประเทศยังสามารถตีความผลการตรวจแตกต่างกัน แม้จะใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน เช่น กรณีสารหนู (Arsenic) ประเทศไทยกำหนดค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำที่ 0.01 มก./ล. แต่ประเทศเมียนมากำหนดไว้ที่ 0.05 มก./ล. หากตรวจพบสารหนู 0.03 มก./ล. เกินค่ามาตรฐานของไทยที่ต้องดำเนินมาตรการป้องกัน แต่เมียนมายังไม่เกินเกณฑ์ ความแตกต่างของค่ามาตรฐานภายในแต่ละประเทศอาจนำไปสู่ข้อขัดแย้งในการจัดทำรายงานร่วม การกำหนดพื้นที่เสี่ยง การตัดสินใจดำเนินมาตรการร่วม ประเทศไทยควรเสนอให้จัดทำ Common Assessment Framework ร่วมกัน ครอบคลุมเกณฑ์การแปลผล ระดับความรุนแรงของการปนเปื้อน เกณฑ์การแจ้งเตือน เกณฑ์การตอบสนองร่วม รวมทั้งเสนอให้การประเมินผลกระทบครอบคลุม คุณภาพตะกอน การสะสมโลหะหนักในสัตว์น้ำ การปนเปื้อนในดิน ผลกระทบต่อระบบนิเวศ และผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ไม่ใช่เฉพาะค่าคุณภาพน้ำเพียงอย่างเดียว”แหล่งข่าว กล่าว

            แหล่งข่าวกล่าวว่า ที่สำคัญในการแก้ไข TOR ของทางการพม่าครั้งนี้คือการเปลี่ยนจากการดำเนินงานร่วมเป็นการดำเนินงานโดยแต่ละประเทศ โดยฝ่ายเมียนมาเพิ่มข้อความว่า“Monitoring water quality at mutually agreed locations of respective countries on their own plans independently, and exchanging the resulting data between both participants” หรือ “ดำเนินการตรวจติดตามคุณภาพน้ำ ณ จุดที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน โดยแต่ละประเทศดำเนินการตามแผนของตนเองอย่างเป็นอิสระ และแลกเปลี่ยนข้อมูลผลการตรวจระหว่างกัน” 

​           “ข้อความ "on their own plans independently เป็นการเปลี่ยนแนวคิดของ TOR อย่างมีนัยสำคัญ เดิมประเทศไทยเสนอให้เกิด Joint Monitoring ซึ่งหมายถึงการร่วมกันวางแผน ร่วมดำเนินการ และร่วมรับรองผลการตรวจ แต่ข้อความใหม่เปิดโอกาสให้แต่ละประเทศดำเนินงานอย่างอิสระ ก่อนนำผลมาแลกเปลี่ยน อาจทำให้ข้อมูลของทั้งสองประเทศมีความแตกต่างทั้งในด้านช่วงเวลา วิธีการ และคุณภาพของข้อมูล ดังนั้นไทยควรเสนอให้กำหนด Joint Verification Mechanism เมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดปกติ หรือเมื่อผลการตรวจของทั้งสองประเทศแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือของข้อมูลร่วม”แหล่งข่าว กล่าว

              แหล่งข่าวกล่าวว่า เมียนมาได้ตัดข้อความ “and prepare joint source investigation reports with risk maps” หรือ “และจัดทำรายงานการสืบสวนแหล่งกำเนิดมลพิษร่วมพร้อมแผนที่แสดงพื้นที่เสี่ยง” ออกจากร่าง TOR ซึ่งเป็นประเด็นนี้ถือเป็น การแก้ไขที่มีนัยสำคัญที่สุดประเด็นหนึ่งเนื่องจากการจัดทำ รายงานการสืบสวนร่วม (Joint Source Investigation Report) เป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ทั้งสองประเทศสามารถรับรองข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดมลพิษร่วมกัน เมื่อข้อความดังกล่าวถูกตัดออก แม้ว่าทั้งสองประเทศยังสามารถประเมินแหล่งกำเนิดมลพิษและระบุพื้นที่เสี่ยงได้ แต่ไม่มีข้อกำหนดให้ต้องจัดทำ รายงานร่วม หรือรับรองข้อค้นพบร่วมกัน

             “ผลที่เกิดขึ้นคือแต่ละประเทศอาจจัดทำรายงานของตนเองและตีความผลการสืบสวนแตกต่างกัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหา การดำเนินคดีกับผู้ก่อมลพิษ หรือการใช้ข้อมูลเป็นหลักฐานในเวทีระหว่างประเทศประเทศไทยควรเสนอให้คงการจัดทำ Joint Source Investigation Report ไว้ใน TOR โดยกำหนดให้เป็นเอกสารทางวิชาการที่รับรองร่วมกันของทั้งสองประเทศ และใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการกำหนดมาตรการป้องกัน การฟื้นฟู และการติดตามผลในระยะยาว”แหล่งข่าว กล่าว

              แหล่งข่าวกล่าวว่า ใน TOR ที่ทางการพม่าแก้ไขยังเปลี่ยนจากการจัดทำรายงานการสืบสวนร่วม เป็นเพียงการระบุพื้นที่เสี่ยง โดยตัดข้อความ “…and prepare joint source investigation reports with risk maps…”หรือ“…และจัดทำรายงานการสืบสวนแหล่งกำเนิดมลพิษร่วม พร้อมแผนที่แสดงพื้นที่เสี่ยง…”  ออกจากร่าง TORส่งผลให้ TOR ลดบทบาทจากการสร้างหลักฐานร่วมไปเป็นเพียงการ แลกเปลี่ยนข้อมูล ซึ่งอาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของผลการสืบสวน และทำให้การระบุผู้ก่อมลพิษหรือการกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาร่วมกันทำได้ยากขึ้น

               “ปัญหามลพิษข้ามพรมแดน การมี Joint Source Investigation Report ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ทั้งสองประเทศยอมรับข้อเท็จจริงร่วมกัน ลดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดมลพิษ และสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดมาตรการป้องกัน ฟื้นฟู และติดตามผลในระยะยาว ประเทศไทยควรเสนอให้คงข้อความเกี่ยวกับ Joint Source Investigation Report ไว้ใน TOR โดยกำหนดให้รายงานดังกล่าวเป็นเอกสารทางวิชาการที่ผ่านการรับรองร่วมของทั้งสองประเทศ และสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการติดตามผล การกำหนดมาตรการแก้ไข และการประเมินประสิทธิผลของการดำเนินงานของคณะทำงานร่วมในระยะยาว” แหล่งข่าวระบุ

​              แหล่งข่าวตั้งข้อสังเกตว่า การแก้ไข TOR ครั้งนี้จะเห็นทิศทางการเจรจาของเมียนมาค่อนข้างชัดเจน คือ ลดระดับจาก "Joint" ให้เหลือ "Cooperation" กล่าวคือ ลดการปฏิบัติการร่วมในภาคสนาม (Joint Operations) แล้วเปลี่ยนเป็นความร่วมมือผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูล (Information Exchange) และการเปรียบเทียบผลการตรวจ (Comparative Study) มากกว่า

              แหล่งข่าวกล่าวว่า แม้ว่าร่างTOR มีขอบเขตครอบคลุมการบริหารจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำชายแดนและแม่น้ำข้ามพรมแดนระหว่างประเทศไทยและเมียนมาโดยรวม แต่องค์ประกอบของคณะทำงานร่วมในระดับพื้นที่กลับกำหนดผู้แทนของฝ่ายไทยไว้เพียงจังหวัดเชียงราย ขณะที่ฝ่ายเมียนมากำหนดผู้แทนเพียง รัฐบาลรัฐฉาน ซึ่งไม่สอดคล้องกับขอบเขตของ TOR เนื่องจากแม่น้ำชายแดนและแม่น้ำข้ามพรมแดนระหว่างประเทศไทยและเมียนมายังครอบคลุมพื้นที่ชายแดนอีกหลายจังหวัดและหลายรัฐของทั้งสองประเทศ อาทิ แม่น้ำสาละวิน จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับรัฐกะเหรี่ยงและคะเรนนี  แม่น้ำกระบุรี จ.ระนอง ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับรัฐกะเหรี่ยง ดังนั้นควรทบทวนองค์ประกอบคณะทำงาน

               ด้าน ดร.สืบสกุล กิจนุกร เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ตั้งข้อสังเกตว่า ร่าง TOR ที่เมียนมาแก้ไขมีสาระสำคัญที่ทำให้ไทยอาจเสียเปรียบ ได้แก่ การตัดกลไกการทำงานร่วมออกเกือบทั้งหมด ตัดบทบาทองค์กรความร่วมมือระดับภูมิภาค เช่น MRC และอาเซียน กำหนดให้ผลตรวจคุณภาพน้ำไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และเพิ่มบทบาทภาคประชาสังคมเพียงเพื่อสร้างความตระหนัก

ดร.สืบสกุล ระบุว่า หากรัฐบาลไทยยอมรับร่างดังกล่าว จะทำให้ไม่มีการตรวจคุณภาพน้ำร่วม ต่างฝ่ายต่างตรวจตามมาตรฐานของตนเอง ไม่มีรายงานสืบสวนแหล่งกำเนิดมลพิษและแผนที่พื้นที่เสี่ยงร่วม ขาดกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ ผลการตรวจไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานผูกพันทางกฎหมายได้ และการเพิ่มบทบาทภาคประชาสังคมก็อาจเป็นเพียงการลดแรงกดดันจากสังคม มากกว่าการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
             พร้อมกันนี้ ดร.สืบสกุล ได้ตั้งคำถามถึงรัฐบาลไทย 3 ประเด็น คือ รัฐบาลมีจุดยืนอย่างไรต่อข้อเสนอแก้ไขของเมียนมา ได้ประเมินผลดี–ผลเสียของการแก้ไขดังกล่าวหรือไม่ และท้ายที่สุดรัฐบาลไทยจะยอมรับการแก้ไขตามที่เมียนมาเสนอหรือจะยืนยันหลักการเดิมเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษข้ามพรมแดน

ขอบคุณข้อมูล : สำนักข่าวชายขอบ

ภาพ:พงศกร ตันสุวรรณ

เรียบเรียง : ทีมเป็นข่าว

พิมพ์จาก www.penkhao.com — https://penkhao.com/%E0%B9%80%E0%B9%80/
© penkhao สงวนลิขสิทธิ์