เป็นข่าว
www.penkhao.com
สิ่งแวดล้อม

สารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกกกับเกมการทูตของไทย

โดย ผู้ดูแลระบบ 3 ส.ค. 2026 16:41 เข้าชม 48 ครั้ง
สารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกกกับเกมการทูตของไทย

หน้ากงสุลเมียนมา เชียงใหม่ 3 สิงหาคม 2569 เช้าวันที่ 3 สิงหาคม 2569 เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง รวมตัวกันที่วัดสันติธรรม จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนเคลื่อนขบวนไปยื่นหนังสือที่สถานกงสุลใหญ่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำจังหวัดเชียงใหม่ ท่ามกลางการดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจเกือบ 50 นาย ข้อเรียกร้องหลักคือให้รัฐบาลเมียนมายอมรับว่ามีการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำจริง และเร่งแก้ไขผลกระทบจากมลพิษที่ไหลข้ามพรมแดนเข้าสู่แม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี

เมื่อสารพิษข้ามพรมแดนกลายเป็นเดิมพันทางการทูตก่อนมิน อ่อง หล่าย เดินทางเยือนไทย

หน้ากงสุลเมียนมา เชียงใหม่ 3 สิงหาคม 2569

เช้าวันที่ 3 สิงหาคม 2569 เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง รวมตัวกันที่วัดสันติธรรม จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนเคลื่อนขบวนไปยื่นหนังสือที่สถานกงสุลใหญ่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำจังหวัดเชียงใหม่ ท่ามกลางการดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจเกือบ 50 นาย ข้อเรียกร้องหลักคือให้รัฐบาลเมียนมายอมรับว่ามีการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำจริง และเร่งแก้ไขผลกระทบจากมลพิษที่ไหลข้ามพรมแดนเข้าสู่แม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี

ดร.สืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ระบุว่าจังหวะเวลาของการยื่นหนังสือครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่จงใจให้เกิดขึ้นก่อนที่ผู้นำเมียนมาจะเดินทางเยือนไทยและหารือทวิภาคีกับฝ่ายไทย เพื่อให้เสียงของผู้ได้รับผลกระทบถูกนำเข้าสู่วงเจรจาระดับรัฐบาลด้วย พร้อมย้ำว่าการยอมรับว่ามีการทำเหมืองเกิดขึ้นจริงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการแก้ไขปัญหา และรัฐบาลไทยควรมีบทบาทในการปกป้องผลประโยชน์และความปลอดภัยของประชาชนมากกว่านี้

การพบกันครั้งนี้มีการแสดงเชิงสัญลักษณ์ที่หลากหลายและแตกต่าง โดยอยู่บนพื้นฐานของการเจรจาอย่างสันติวิธี ทั้งการส่งมอบตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำที่ได้รับผลกระทบ การอ่านแถลงการณ์โดยนางสาวแสงระวี สุวีรการย์ ตัวแทนเครือข่ายฯ ซึ่งระบุว่าประชาชนหลายล้านคนในลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง กำลังได้รับผลกระทบจากสารพิษที่ปนเปื้อนจากกิจกรรมเหมืองแร่ในเมียนมา ส่งผลต่อการใช้น้ำ การเกษตร การประมง และคุณภาพชีวิต ก่อนยื่นหนังสือผ่านเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อส่งต่อไปยังรัฐบาลเมียนมา

โดยทางเครือข่ายฯ ยืนยันข้อเรียกร้องให้รัฐบาลทหารเมียนมายอมรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกิจกรรมเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำ ยุติการทำเหมืองที่ก่อให้เกิดผลกระทบ และเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขและฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างจริงจัง

เหมืองแร่หายากและทองคำในรัฐฉาน

ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่อะไรเลย  แต่สะสมมาตั้งแต่ปลายปี 2567 เมื่อชาวบ้านในอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มสังเกตเห็นความขุ่นผิดปกติของน้ำในแม่น้ำกก ก่อนจะพบว่าต้นตออยู่ที่การทำเหมืองแร่หายาก (แรร์เอิร์ธ) และเหมืองทองคำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย เหมืองเหล่านี้จำนวนมากดำเนินการโดยทุนจีน และใช้เทคนิคการชะละลายแร่ในชั้นดิน (in-situ leaching) คือการฉีดสารเคมีลงไปสกัดแร่ใต้ดินโดยตรง ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้โลหะหนักอย่างสารหนู แมงกานีส ปรอท และแคดเมียม รั่วไหลปนเปื้อนแหล่งน้ำที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของคนพื้นที่ริมแม่น้ำ

งานศึกษาของ Stimson Center ที่เผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม 2569 ชี้ว่าทั่วลุ่มน้ำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีปมีเหมืองแร่กระจายอยู่ริมแม่น้ำมากกว่า 2,420 แห่ง จำนวนไม่น้อยดำเนินกิจการอย่างผิดกฎหมายหรือแทบไม่มีการกำกับดูแลจากรัฐแต่อย่างใด

ผลตรวจต่อเนื่องมากกว่า 10 ครั้ง พบสารหนูเกินมาตรฐานซ้ำแล้วซ้ำเล่า

กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้เก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง เป็นระยะอย่างต่อเนื่องนับสิบครั้งตลอดปี 2568-2569 ผลตรวจส่วนใหญ่พบว่าโลหะหนักอื่น เช่น แคดเมียม ทองแดง นิกเกิล โครเมียม สังกะสี และปรอท ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่ "สารหนู" เป็นตัวปัญหาที่เกินค่ามาตรฐานซ้ำในหลายจุดแทบทุกรอบการตรวจ แต่ไม่สามารถเผยแพร่อย่างตรงไปตรงมาได้

ตัวอย่างเช่น ผลตรวจครั้งที่ 18 (เก็บตัวอย่างปลายเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2569) พบสารหนูเกินมาตรฐานน้ำผิวดิน (ต้องไม่เกิน 0.01 มก./ล.) ในหลายจุดของแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย บางจุดในแม่น้ำสายยังพบตะกั่วและแมงกานีสเกินมาตรฐานร่วมด้วย ส่วนผลตรวจตะกอนดินครั้งที่ 11 พบสารหนูและโครเมียมเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดินในหลายจุด โดยแม่น้ำรวกมีระดับสารหนูที่ถือว่าเป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรง สิ่งที่่ต้องสังเกตคือมีงานวิจัยชี้ว่า หลังพื้นที่หนึ่งยุติกิจกรรมเหมืองแร่ลง ระดับสารหนูที่ตรวจพบในเด็กบริเวณนั้นลดลงถึง 12 เท่า ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างกิจกรรมเหมืองกับการปนเปื้อนในร่างกายมนุษย์

UN ส่งสัญญาณเตือนแล้ว

ความรุนแรงของปัญหาทำให้เรื่องนี้ไปถึงเวทีระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ผู้รายงานพิเศษและคณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติรวม 10 คณะ ได้ส่งหนังสือด่วนถึงรัฐบาลไทย แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อวิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนในลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง โดยระบุว่าสารพิษและโลหะหนักกำลังกระทบสิทธิมนุษยชน สุขภาพ สิ่งแวดล้อม แหล่งน้ำ อาหาร และเศรษฐกิจของประชาชนกว่า 1 ล้านคนในเชียงใหม่และเชียงราย รวมถึงประชากรอีกหลายสิบล้านคนในพื้นที่ท้ายน้ำจากต้นทาง

เดิมพันการทูตและการเดินเกมของไทย

จังหวะที่ทำให้ประเด็นนี้ร้อนแรงขึ้นอีกชั้นคือกำหนดการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ซึ่งจะพบกับนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้ โดยสื่อในไทยรายงานกำหนดการแตกต่างกันเล็กน้อย บางแหล่งระบุ 3-4 สิงหาคม บางแหล่งระบุ 6-7 สิงหาคม 2569 ถือเป็นการเยือนไทยครั้งแรกของมิน อ่อง หล่าย นับตั้งแต่ก้าวลงจากตำแหน่งผู้นำรัฐบาลทหารและขึ้นเป็นผู้นำรัฐบาลพลเรือนเมื่อเดือนเมษายน ภายหลังการเลือกตั้งที่จัดโดยกองทัพเมียนมาเองและถูกนานาชาติวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในระดับสากล

ซึ่งก่อนหน้านี้ นายกฯ อนุทินระบุว่าจะหยิบยกประเด็นสารพิษในแม่น้ำกกขึ้นหารืออย่างจริงจังในการพบกันครั้งนี้ ควบคู่กับประเด็นหมอกควันจากการเผาพื้นที่เกษตร ปัญหายาเสพติด และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดน อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เมื่อนายกฯ เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการพร้อมประกาศความร่วมมือด้านเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท เขายอมรับว่ายังไม่ได้หยิบยกปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำกกขึ้นหารือกับผู้นำจีนโดยตรง โดยให้เหตุผลว่าไทยควรได้ข้อยุติกับเมียนมาก่อน

ท่าทีดังกล่าวถูกกลุ่มนักวิชาการวิพากษ์วิจารณ์ ถึงขั้นมีการส่งจดหมายเปิดผนึกเสนอให้ไทยพิจารณาระงับการนำเข้าแร่จากเมียนมาก่อนการหารือกับมิน อ่อง หล่าย เพื่อเพิ่มน้ำหนักในการเจรจา มากกว่าการพบปะให้เป็นพิธีกรรมทางการทูต

จีนอยู่ตรงไหนในสมการนี้

แม้ต้นตอของปัญหาจะเชื่อมโยงกับทุนจีนที่ลงทุนทำเหมืองในฝั่งเมียนมา แต่จีนยังคงยืนยันจุดยืนเดิมว่าคุณภาพน้ำโดยรวมตามผลตรวจของหน่วยงานไทยยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และเสนอให้ใช้กลไกความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้างเป็นเวทีแก้ปัญหาแทนการยอมรับความรับผิดชอบโดยตรง สถานการณ์นี้ทำให้เกิดภาวะ "ลอยตัว" ที่ทั้งจีนและเมียนมาต่างไม่ยอมรับเต็มที่ว่าเป็นผู้ก่อปัญหา ขณะที่ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงคือประชาชนไทยและเมียนมาในพื้นที่ริมแม่น้ำ

จับตามองกันต่อ

การยื่นหนังสือหน้ากงสุลเมียนมาในวันนี้จึงเป็นทั้งการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์และแรงกดดันเชิงยุทธศาสตร์ ก่อนที่ผู้นำสองประเทศจะพบกันเพื่อหารือประเด็นนี้อย่างเป็นทางการ คำถามสำคัญที่รอคำตอบคือ รัฐบาลเมียนมาจะยอมรับอย่างเป็นทางการหรือไม่ว่ามีกิจกรรมเหมืองแร่ต้นน้ำที่ก่อมลพิษจริง รัฐบาลไทยจะกล้าผลักดันประเด็นนี้ไปถึงระดับที่เชื่อมโยงกับจีนซึ่งเป็นผู้ลงทุนจริงหรือไม่ และมาตรการฟื้นฟูระบบนิเวศลุ่มน้ำกก-สาย-รวก-โขง จะเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมเมื่อใด ในขณะที่ผลตรวจสารหนูจากหน่วยงานไทยยังคงรายงานตัวเลขเกินมาตรฐานอย่างต่อเนื่องแทบทุกเดือน จนกลายเป็นภาพความเคยชินที่ไม่ควรจะเคยชินกับเรื่องราวเหล่านี้

พัฒน์สิน เตพัฒ์โยธิน / บทความ
รักษ์แม่กก - Save the Kok River / ภาพ

พิมพ์จาก www.penkhao.com — https://penkhao.com/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%A9%E0%B8%9B%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%95%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/
© penkhao สงวนลิขสิทธิ์