เป็นข่าว
คุณ..ก็เป็นข่าวได้
สังคม

จากรัฐฉานสู่ “แม่ปูคา” เสียงชีวิตผู้ย้ายถิ่นในเชียงราย กับความหวังสร้างอนาคตให้ลูก

โดย ผู้ดูแลระบบ 22 ส.ค. 2026 15:41 105 ครั้ง
จากรัฐฉานสู่ “แม่ปูคา” เสียงชีวิตผู้ย้ายถิ่นในเชียงราย กับความหวังสร้างอนาคตให้ลูก

เชียงราย – 22 ส.ค.69 การโยกย้ายถิ่นฐานไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลข แรงงาน หรือการข้ามพรมแดน หากแต่เป็นเรื่องราวของผู้คนที่ต้องตัดสินใจเดินทางออกจากบ้านเกิด เพื่อแสวงหาโอกาสในการทำงาน รายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขณะเดียวกัน เมื่อเข้ามาอยู่ในสังคมใหม่ ผู้ย้ายถิ่นต้องเผชิญทั้งความแตกต่างทางวัฒนธรรม ภาษา กฎหมาย และการปรับตัวในชีวิตประจำวัน

ประเด็นดังกล่าวถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกอบรม “การรายงานข่าวเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐานสำหรับสื่อมวลชนและนักศึกษาในจังหวัดเชียงราย” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-22 สิงหาคม 2569 ณ สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์การโยกย้ายถิ่นฐาน และพัฒนาทักษะการนำเสนอข่าวอย่างถูกต้อง มีจริยธรรม และคำนึงถึงความอ่อนไหวของผู้ย้ายถิ่น

หนึ่งในกิจกรรมสำคัญของการอบรมคือการลงพื้นที่ บ้านแม่ปูคา หมู่ 13 ตำบลนางแล อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ชุมชนที่มีทั้งคนไทยพื้นเมืองและชาวไทยใหญ่จากรัฐฉาน ประเทศเมียนมาอาศัยอยู่ร่วมกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้พูดคุยกับผู้ย้ายถิ่นโดยตรง และรับฟังประสบการณ์ชีวิตจากมุมของคนที่เคยเดินทางข้ามพรมแดนด้วยตัวเอง

จากปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ สู่แรงงานในกรุงเทพฯ

นางคำหอม อายุ 30 ปี ผู้ย้ายถิ่นจากรัฐฉาน ประเทศเมียนมา เป็นหนึ่งในผู้ที่เปิดเผยเรื่องราวชีวิตให้ผู้เข้าร่วมการอบรมรับฟัง โดยเธอเดินทางเข้ามาประเทศไทยเกือบ 10 ปีแล้ว หลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ในประเทศเมียนมา

คำหอมเล่าว่า เดิมทีเคยมีความตั้งใจอยากทำงานธนาคารหรือโรงแรม แต่เมื่อสมัครงานในบ้านเกิดกลับพบว่ารายได้ไม่เพียงพอกับการดำรงชีวิต จึงตัดสินใจเดินทางมาประเทศไทย หลังได้ยินเรื่องราวของคนในหมู่บ้านที่เดินทางมาทำงานและสามารถส่งเงินกลับไปช่วยเหลือครอบครัวได้

ชีวิตในประเทศไทยช่วงแรกไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เธอเริ่มต้นทำงานเป็นแม่บ้านในกรุงเทพฯ ได้ค่าจ้างประมาณ 7,000-8,000 บาทต่อเดือน และต้องพักอาศัยอยู่กับนายจ้างแทบตลอดเวลา แม้สามารถเก็บเงินส่งกลับบ้านได้ แต่เธอรู้สึกว่าต้องการมีชีวิตที่เป็นอิสระมากขึ้น จึงเปลี่ยนไปทำงานโรงงานพลาสติก ก่อนจะเปลี่ยนงานอีกหลายครั้ง ทั้งพนักงานขายและงานดูแลผู้สูงอายุ

ประสบการณ์จากการทำงานยังทำให้คำหอมได้เรียนรู้ว่า การมีเอกสารหรือบัตรประจำตัวไม่ได้หมายความว่าจะสามารถทำงานได้ทุกประเภท เธอเคยทำงานขายสินค้าและพบว่าเพื่อนร่วมงานถูกเจ้าหน้าที่จับกุม ขณะที่นายจ้างบอกเพียงว่าจะเป็นผู้ดำเนินการแก้ไขให้

ในเวลานั้นเธอไม่เข้าใจว่าเพื่อนทำผิดกฎหมายด้านการทำงานอย่างไร และไม่มีใครอธิบายให้เข้าใจอย่างชัดเจน จนกระทั่งภายหลังเธอเริ่มติดตามข่าวสารและเรียนรู้เรื่องสิทธิและกฎหมายด้วยตัวเอง

“ตอนเพื่อนถูกจับไม่รู้เลยว่าทำไมถึงถูกจับ นายจ้างก็ไม่ได้อธิบาย บอกแค่ว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่เคลียร์ให้” คำหอมเล่าถึงประสบการณ์ในช่วงเริ่มต้นของการทำงานในประเทศไทย

“เชียงราย” กลายเป็นพื้นที่ที่รู้สึกคุ้นเคย

หลังใช้ชีวิตและทำงานในกรุงเทพฯ หลายปี คำหอมตัดสินใจย้ายมาอยู่จังหวัดเชียงรายเมื่อทราบว่าตนเองตั้งครรภ์ได้ 8 เดือน โดยมาพักอาศัยกับญาติที่บ้านแม่ปูคา และฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ขณะที่สามีซึ่งเป็นชาว สปป.ลาว ยังคงทำงานอยู่กรุงเทพฯ

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เธอรู้สึกว่าเชียงรายสามารถปรับตัวได้ง่าย คือสภาพอากาศและบรรยากาศที่มีความใกล้เคียงกับพื้นที่บ้านเกิดในรัฐฉาน

เธอเล่าว่า ช่วงแรกที่เดินทางไปกรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนกว่าบ้านเกิดอย่างมาก ทำให้ปรับตัวได้ยาก แต่เมื่อมาอยู่เชียงรายกลับรู้สึกคุ้นเคยมากกว่า

นอกจากสภาพอากาศแล้ว ความแตกต่างทางวัฒนธรรมก็เป็นสิ่งที่เธอเคยต้องปรับตัว โดยเฉพาะเรื่องการแต่งกาย เพราะเมื่ออยู่ที่บ้านเกิดในอดีต ผู้หญิงนิยมสวมผ้าถุง แต่เมื่อเดินทางมาทำงานในประเทศไทยต้องปรับมาใส่กางเกง ซึ่งในช่วงแรกเธอยอมรับว่ารู้สึกเขินและไม่คุ้นเคย

ทำงานมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าส่งเงินกลับบ้านได้มากขึ้น

ตลอดระยะเวลาที่อยู่ประเทศไทย รายได้ของคำหอมเพิ่มขึ้นจากงานแรกที่ได้รับประมาณ 7,000-8,000 บาทต่อเดือน มาสู่งานโรงแรมที่มีรายได้มากกว่า 10,000 บาท และงานล่าสุดประมาณ 14,100 บาทต่อเดือน พร้อมอาหารสามมื้อ

แต่รายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าเงินที่ส่งกลับครอบครัวจะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน เพราะเมื่อชีวิตเปลี่ยนจากการพักอยู่กับนายจ้างมาเป็นการเช่าที่พักและใช้ชีวิตด้วยตนเอง ค่าเดินทาง ค่าอาหาร เสื้อผ้า และค่าใช้จ่ายส่วนตัวก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

คำหอมบอกว่า ในช่วงที่มีรายได้น้อยกว่านี้ เธอสามารถส่งเงินกลับบ้านได้ประมาณ 5,000-6,000 บาทต่อเดือน ขณะที่ปัจจุบันแม้รายได้สูงขึ้น แต่จำนวนเงินที่ส่งกลับบ้านยังอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม เพราะต้นทุนการใช้ชีวิตเพิ่มขึ้น

“อยากให้ลูกมีอนาคต” เหตุผลที่เลือกประเทศไทย

สำหรับคำหอม การตัดสินใจมาอยู่ประเทศไทยในช่วงตั้งครรภ์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความสะดวกในการใช้ชีวิต แต่เกี่ยวข้องกับความหวังต่ออนาคตของลูก

เธอบอกว่า แม้ตัวเองจะเป็นผู้ย้ายถิ่นและต้องเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน แต่ยังเชื่อว่าการที่ลูกเติบโตในประเทศไทย ได้เรียนหนังสือและมีโอกาสใช้ชีวิตในสังคมที่มีความมั่นคงกว่า จะเปิดโอกาสให้ลูกมีอนาคตที่ดีขึ้น

“อย่างน้อยที่นี่เราจะเป็นแรงงานก็ตาม เรื่องบัตรเรื่องอะไรหนูไม่ซีเรียส ลูกจะได้พาสปอร์ตหรืออะไรก็ตาม อย่างน้อยเขาก็มีงานการทำ” คำหอมสะท้อนความหวังต่ออนาคตของลูก

อย่างไรก็ตาม เธอยังมีความผูกพันกับพ่อแม่ที่อยู่ในประเทศเมียนมา และยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่าอนาคตจะเลือกอยู่ประเทศไทยต่อไปหรือกลับบ้านเกิด โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของครอบครัวและบ้านเมืองในอนาคต

จาก “ผู้มาใหม่” สู่สมาชิกของชุมชนแม่ปูคา

เรื่องราวของคำหอมสอดคล้องกับ นางหมวย อายุ 27 ปี ชาวไทยใหญ่จากรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งย้ายมาอาศัยอยู่บ้านแม่ปูคาประมาณ 5 ปีแล้ว

หมวยเดินทางมาอยู่ประเทศไทยพร้อมสามีและลูกสาววัย 3 ขวบ หลังจากพ่อแม่เสียชีวิต โดยมีญาติอาศัยอยู่ในชุมชนแห่งนี้ ปัจจุบันครอบครัวมีลูกสาวอีกหนึ่งคนวัยประมาณ 1 ขวบครึ่ง ขณะที่ลูกสาวคนโตได้เข้าเรียนในโรงเรียนภายในชุมชน

หมวยมองว่าการใช้ชีวิตในบ้านแม่ปูคาเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะคนในชุมชนทั้งคนไทยพื้นเมืองและชาวไทยใหญ่สามารถอยู่ร่วมกันได้ มีการช่วยเหลือเกื้อกูลและมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เธอจึงยังไม่มีความคิดที่จะกลับไปอยู่ประเทศเมียนมา และมองว่าที่นี่เป็นพื้นที่สำหรับสร้างอนาคตของครอบครัว

แชร์บทความนี้

ความคิดเห็น